ข้อปฏิบัติให้ปลอดภัย ห่างไกล COVID-19

08 เมษายน 2564

โรคโควิด-19 กับสิทธิประกันสังคม

         ผู้ประกันตนที่มีอาการป่วย มีไข้ ไอ เจ็บคอ อย่าละเลย ให้ไปเข้ารับการตรวจรักษา ซักประวัติในโรงพยาบาล ตามสิทธิการรักษาพยาบาล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และต้องให้ข้อมูลตามความเป็นจริงว่ามีประวัติไปต่างประเทศหรือไม่ หรือมีญาติป่วยเป็นไข้หวัดหรือไม่ เพื่อแพทย์ประเมินอาการได้ถูกต้อง 

หากแพทย์สงสัยว่าจะเข้าข่ายโรคโควิด-19 แพทย์จะส่งตรวจเพาะเชื้อทางห้องแล็บ โดยผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายค่าตรวจหรือค่ายาใดๆ หากอาการไม่เข้าข่าย ไม่แนะนำให้ไปขอตรวจเอง

หากผู้ประกันตนไม่สามารถเข้ารักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิได้ เช่น อยู่ต่างจังหวัด ต่างพื้นที่ สามารถเข้ารักษาได้ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ หรือโรงพยาบาลรัฐได้ทุกแห่งตามระบบประกันสังคมจะสามารถเบิกจ่ายได้เป็นกรณีฉุกเฉินหรือฉุกเฉินสถานที่ได้ภายใน 72 ชั่วโมง 

หากจำเป็นต้องถูกกักกันเพื่อไม่ให้มีการแพร่เชื้อ ให้แจ้งโรงพยาบาลตามสิทธิให้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย 

และหากไม่มีอาการใดๆ หรืออาการไม่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ของการตรวจแต่ต้องการตรวจเอง ไม่แนะนำให้ไปขอตรวจเองจะเพิ่มความเสี่ยงในการเข้าไปรับเชื้อในโรงพยาบาล

        สำหรับผู้ประกันตนที่กลับมาจากต่างประเทศแต่ไม่ได้มีอาการ ไปแสดงความประสงค์กับโรงพยาบาลตามสิทธิเพื่อขอตรวจว่าติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่นั้น ขอย้ำว่าไม่ควรเข้าไปในโรงพยาบาลเพราะอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรเฝ้าระวังตนเอง สังเกตอาการตนเองอยู่ในบ้าน ใช้อุปกรณ์ป้องกัน สวมหน้ากากอนามัย ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น และรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อสร้างภูมิต้านทาน กินของร้อน ใช้ช้อนกลางส่วนตัว และล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อับอากาศ และหากมีอาการ มีไข้ ไอ มีน้ำมูก ให้รีบเข้าโรงพยาบาลตามสิทธิ แต่แรกที่เริ่มมีอาการ เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย และคัดกรองโรค เพื่อมิให้เป็นโรคลุกลาม และแพร่เชื้อต่อผู้อื่นต่อไป

ในกรณีที่เราตรวจพบและแพทย์มีคำสั่งให้หยุดพักรักษาตัว ผู้ประกันตนกับประกันสังคมจะได้รับค่าจ้างดังนี้   

1. ค่าจ้างจากนายจ้าง   กรณีเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 สามารถใช้สิทธิ์ลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้างไม่เกิน 30 วัน/ปี   

2. เงินทดแทนการขาดรายได้จากประกันสังคม   กรณีเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง ประกันสังคมจะจ่ายเงินทดแทนฯ ให้ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง (คิดจากฐานอัตราเงินเดือนสูงสุดของผู้ประกันตนแต่ละมาตรา) โดยได้รับครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน ยกเว้นเป็นโรคเรื้อรัง จะได้รับเงินทดแทนฯ ไม่เกิน 365 วัน

ใครมีสิทธิ์รับเงินทดแทนการขาดรายได้จากประกันสังคม ?

1. ผู้ประกันตนมาตรา 33 (ทำงานกับนายจ้าง) 

       มีสิทธิ์ได้เงินทดแทนฯ เมื่อส่งเงินสมทบภายใน 15 เดือนย้อนหลัง ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ไม่ว่าจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม ก่อนวันที่เข้ารับการรักษาพยาบาล โดยแพทย์มีคำสั่งให้หยุดพักรักษาตัว และจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้างจริง โดยคิดจากฐานไม่เกิน 15,000 บาท ตามกฎหมายประกันสังคม โดยได้รับครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่ เกิน 180 วัน ยกเว้นเป็นโรคเรื้อรัง จะได้รับไม่เกิน 365 วัน   

2. ผู้ประกันตนมาตรา 38 (ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ลาออกจากงาน แต่ยังอยู่ในสิทธิ์คุ้มครอง 6 เดือน) 

       มีสิทธิ์ได้รับเงินทดแทนฯ เมื่อส่งเงินสมทบภายใน 15 เดือนย้อนหลัง ไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเจ็บป่วยภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โดยแพทย์มีคำสั่งให้หยุดพักรักษาตัวและต้องมีรายได้จากการประกอบอาชีพ  หรือเจ็บป่วยต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จึงถือว่ามีรายได้จากการทำงานก่อนการเจ็บป่วย และได้รับเงินทดแทนเช่นเดียวกับมาตรา 33   

3. ผู้ประกันตนมาตรา 39 (ประกันตนเอง) 

       กรณีมีรายได้ หรือมีกิจการเป็นของตนเอง ให้นำหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้างจริง โดยคิดจากฐานอัตราการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 39 (4,800 บาท) ตามกฎหมายประกันสังคม โดยได้รับครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน ยกเว้นเป็นโรคเรื้อรัง จะได้รับไม่เกิน 365 วัน   

4. ผู้ประกันตนมาตรา 41 (ลาออกจากมาตรา 39 แต่ยังอยู่ในสิทธิ์คุ้มครอง 6 เดือน) 

       มีสิทธิ์รับเงินทดแทนเมื่อส่งเงินสมทบภายใน 15 เดือนย้อนหลัง ไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเจ็บป่วยภายใน 6 เดือนนับแต่ วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โดยแพทย์มีคำสั่งให้หยุดพักรักษาตัวและต้องมีรายได้จากการประกอบอาชีพ หรือเจ็บป่วยต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จึงถือว่ามีรายได้จากการทำงานก่อนการเจ็บป่วย โดยจะได้รับสิทธิ์เหมือนกับผู้ประกันตนมาตรา 39

แหล่งข้อมูล  ศูนย์สารนิเทศ สายด่วนประกันสังคม 1506 www.sso.go.th