หน้าแรกเกี่ยวกับประกันสังคมการขึ้นทะเบียนนายจ้างข้อควรรู้เกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทน
 

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อเป็นกองทุนในการจ่ายเงินทดแทนนายจ้างให้แก่ลูกจ้าง  ซึ่งประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือตายเนื่องจากการทำงาน หรือป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือเจ็บป่วยเป็นโรค ซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หรือโรคซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง

ขอบเขตการบังคับใช้

  1. ให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างทำงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป  มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบกองทุน

ลูกจ้าง

  1. หมายถึง  ผู้ซึ่งทำงานให้นายจ้างโดยได้รับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร  แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งทำงาน  เกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย

การขึ้นทะเบียน

           ให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป  มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนภายใน  30 วัน

การเรียกเก็บเงินสมทบและการคำนวณเงินสมทบ

  • ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเป็นรายปี
  • เงินสมทบให้คำนวณจากค่าจ้างที่จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างทั้งปี คนละไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี
  • กำหนดอัตราเงินสมทบตามความเสี่ยงภัยของกิจการของนายจ้าง
  • เมื่อชำระเงินสมทบติดต่อกัน 3 ปีที่ 4 จะคำนวณหาอัตราการสูญเสีย เพื่อหาค่าอัตราเงินสมทบตามประสบการณ์ และนำมาเรียกเก็บในปีที่ 5 หากนายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีความปลอดภัยในการทำงานจะได้รับการลดอัตราเงินสมทบ หากไม่ดูแลเรื่องความปลอดภัยจะต้องถูกต้องเพิ่มอัตราเงินสมทบ   การเพิ่มหรือลดจะคิดเพิ่มลดจากอัตราเงินสมทบหลักของนายจ้าง
  • นายจ้างที่ได้รับอนุญาตให้ผ่อนชำระเงินสมทบเป็นงวด จะต้องจ่ายเงินฝากไว้จำนวนร้อยละ 25 ของเงินสมทบโดยประมาณทั้งปีภายในเดือนมกราคมและจ่ายเงินสมทบเป็นรายงวด 4 งวด ภายในเดือนเมษายน กรกฎาคม ตุลาคม และมกราคมของปีถัดไป
  • ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีนายจ้างต้องแจ้งจำนวนค่าจ้างทั้งหมดของปีที่ล่วงมาแล้วที่จ่ายจริงให้แก่ลูกจ้างตามแบบที่กำหนดเพื่อคำนวณเงินสมทบที่ถูกต้องและนำส่งเงินสมทบที่ชำระต่ำไปภายในวันที่  31  มีนาคม ของทุกปี

เงินเพิ่ม

          นายจ้างที่ไม่จ่ายเงินสมทบภายในกำหนดหรือจ่ายไม่ครบ  ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 3 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างชำระ

การคืนเงินนายจ้าง

          นายจ้างที่จ่ายเงินสมทบ หรือเงินเพิ่มเกินกว่าความเป็นจริงจากสาเหตุต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่แจ้งให้นายจ้างทราบ เพื่อมารับเงินส่วนที่เกินคืนไป

เงินทดแทน

สิทธิได้รับเงินทดแทนภายหลังการสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง

         กรณีที่การเจ็บป่วยเกิดขึ้นภายหลังการสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างให้ลูกจ้างยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ทราบการเจ็บป่วย

การอุทธรณ์

          หมายถึง  เงินที่จ่ายเป็นค่าทดแทนการทำงาน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานและค่าทำศพ

          ค่าทดแทนมี  4  ประเภท :-

  1. ค่าทดแทนกรณีลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ติดต่อกันเกิน 3 วัน จากการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย
  2. ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะบางส่วนของร่างกาย
  3. ค่าทดแทนกรณีทุพพลภาพ
  4. ค่าทดแทนกรณีตายหรือสูญหาย

การอุทธรณ์

  • นายจ้าง  ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิไม่พอใจคำสั่ง  คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของเจ้าหน้าที่ ให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนภาย 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบ ยกเว้น คำสั่งกรณียึด อายัด และขาดทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้าง
  • ผู้อุทธรณ์ที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนฯ ให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย ถ้าไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดเวลา ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนฯ เป็นที่สุด
  • ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิหรือนายจ้างยื่นอุทธรณ์หรือนำคดีไปสู่ศาลไม่เป็นการทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่ง หรือคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่หรือคณะกรรมการกองทุนฯ

บทกำหนดโทษ

นายจ้างผู้ใด :-

  • ไม่จัดให้ลูกจ้างซึ่งประสบอันตรยหรือเจ็บป่วยได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมหรือ
  • ไม่จัดการศพของลูกจ้างซึ่งประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายโดยไม่มีผู้มาขอจัดการศพหรือ
  • ไม่ยื่นแบบลงทะเบียนจ่ายเงินสมทบแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบหรือ
  • ไม่แจ้งการประสบอันตรย เจ็บป่วย หรือสูญหายของลูกจ้างต่อสำนักงานประกันสังคมตามแบบที่กำหนดภายใน 15 วัน นับแต่วันที่นายจ้างทราบ ให้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • นายจ้างผู้ใดไม่จ่ายเงินทดแทนตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่  โดยไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์หรือไม่ได้นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดเวลา  ให้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ผู้ใดเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของนายจ้างที่พึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย  ซึ่งตนได้มาหรือล่วงรู้  เนื่องจากการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนนี้  ให้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  เว้นแต่เป็นการเปิดเผยเพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้  หรือเพื่อประโยชน์แก่การคุ้มครองแรงงานหรือการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี

ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม :-

  • สั่งของคณะกรรมการกองทุน คณะกรรมการการพทย์ หรือคณะอนุกรรมการที่สั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือคณะอนุกรรมการที่สั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจง หรือส่งเอกสารสิ่งของข้อมูลที่จำเป็นมาพิจารณา
  • คำสั่งของเจ้าหน้าที่ ที่มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา
  • ไม่อำนวยความสะดวกในการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในสถานประกอบการหรือที่ทำงานของลูกจ้างหรือการยึด อายัด ขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้ง  ให้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

           บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนนี้  ถ้าเจ้าพนักงาน (เลขาธิการ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด) เห็นว่าผู้กระทำผิดไม่ควรได้รับโทษจำคุก หรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง  ให้มีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้  ทั้งนี้ตามข้อกำหนดในกฎหมาย

 

 

ข้อมูล ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2556

 

print page พิมพ์หน้านี้ Send to Friend ส่งให้เพื่อน

Copyright (c) 2009 Social Security Office. All right reserved.
สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน 88/28 หมู่ 4 ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
หากมีข้อสงสัยในการเข้าสู่ระบบ ติดต่อที่ e-mail:  helpdesk@sso.go.th
หากต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับงานประกันสังคม ติดต่อที่ e-mail:  info@sso.go.th  
นโยบายเว็บไซต์ | การปฏิเสธความรับผิด

Valid XHTML 1.0 Transitional Totally Valid WCAG1.0 A
build 2.0 20120529 172.16.11.193