คู่มือแนวทางการประเมินการสูญเสียสมรรถภาพทางกายและจิต  ฉบับเฉลิมพระเกียรติในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครองราชย์  ๖๐  ปี

หน้า 396
          5.4.2  เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 (Optic Nerve) 
                    เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 หรือเส้นประสาทตา ทำหน้าที่นำข้อมูลการมองเห็นที่ตาไปแปลเป็นการมองภาพที่สมองบริเวณ
ท้ายทอย (Occipital Lobe) การสูญเสียการมองเห็นจะมีผลกระทบมากต่อความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันของบุคคล การทำงาน
ที่ผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 จะทำให้เกิดการสูญเสียได้ 2 ประการ คือ การสูญเสียสมรรถภาพในการมองเห็น (Visual Acuity Loss)
และการสูญเสียลานสายตา (Visual Field Loss) การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพทั้งสองประการให้ใช้แนวทางตามที่กล่าวไว้
ในบทที่ 6 ระบบจักษุ

          5.4.3  เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 , 4 และ 6 (Oculomotor, Trochlear &Abducens  Nerves)
                    เส้นประสาทสมองทั้งสามคู่นี้ทำหน้าที่สั่งงานกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกลอกลูกตา นอกจากการกลอกลูกตา เส้นประสาทสมอง
คู่ที่ 3 ยังทำหน้าที่ควบคุมขนาดและการตอบสนองต่อแสงของม่านตา การทำงานผิดปกติของเส้นประสาทสามคู่นี้จะทำให้เกิดอาการตาเหล่
(Strabismus) ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ Comitant Strabismus ที่พบในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเป็นส่วนใหญ่ และ Paralytic หรือ
Noncomitant Strabismus ที่พบในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่เป็นส่วนใหญ่

                    Comitant strabismus เกิดจากการทำงานผิดปกติของศูนย์เส้นประสาทที่ควบคุมการกลอกตาบริเวณก้านสมอง เนื่องจาก
อาการตาเหล่ประเภทนี้จะมีมุมเบี่ยงเบนของตาเกิดขึ้นเท่าๆกันในทุกทิศทางของการกลอกตา ดังนั้น จึงมักไม่พบการมองเห็นภาพซ้อน
(Diplopia) เกิดขึ้นกับผู้ป่วย แต่อาจพบการสูญเสียการมองเห็นเนื่องจากไม่ได้ใช้งาน (Amblyopia) ของตาข้างใดข้างหนึ่ง การประเมิน
การสูญเสียสมรรถภาพให้ใช้หลักเกณฑ์ตามที่กล่าวไว้ในบทที่ 6 ระบบจักษุ เรื่องการสูญเสียการมองเห็น (Visual Acuity
Loss)

                    Paralytic หรือ Noncomitant strabismus เกิดจากเส้นประสาทที่ควบคุมการกลอกตาเส้นใดเส้นหนึ่งหรือหลายเส้นทำงาน
ผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในกลอกตาอ่อนแรง อาการตาเหล่ประเภทนี้จะมีมุมเบี่ยงเบนของตาแตกต่างกันไปในแต่ละทิศทางของการ
กลอกตา การมองเห็นภาพซ้อน (Diplopia) จึงเป็นอาการที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยอาจแก้ปัญหาการมองเห็นภาพซ้อนโดยการปิดตาข้างหนึ่ง
ขณะมองภาพ แต่การกระทำดังกล่าวจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ไม่สามารถประมาณความลึกของวัตถุในภาพได้อย่าง
ถูกต้อง การสูญเสียสมรรถภาพของร่างกายเนื่องจากอาการตาเหล่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ผลของการมองเห็นภาพซ้อนที่มีต่อการ
ประกอบกิจวัตรประจำวัน การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพให้ใช้หลักเกณฑ์ตามที่กล่าวไว้ในบทที่ 6 ระบบจักษุ เรื่อง
การมองเห็น ภาพซ้อน (Diplopia)  

          5.4.4  เส้นประสาทสมองคู่ที่  5 (Trigeminal Nerve)
                    เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 เป็นเส้นประสาทผสมทำหน้าที่รับความรู้สึกจากใบหน้า, กระจกตา (Cornea), หนังศีรษะด้านหน้า,
โพรงจมูก, ช่องปาก, ลิ้น และเยื่อหุ้มสมองบริเวณ Supra-tentorial และทำหน้าที่สั่งการกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคี้ยวอาหาร การทำงานผิดปกติ
ของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 จะทำให้มีการสูญเสียสมรรถภาพของร่างกายเนื่องจาก (1) การรับความรู้สึกบริเวณที่กล่าวถึงข้างต้นลดลงหรือ
หายไป (2) กล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคี้ยวอาหารอ่อนแรง และ (3) มีอาการ Trigeminal neuralgia 

                    การสูญเสียการรับความรู้สึกเนื่องจากการทำงานผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 ให้ประเมินโดยทดสอบการรับความรู้สึก
เจ็บปวด, อุณหภูมิ, และสัมผัสเปรียบเทียบกันระหว่างใบหน้าสองข้าง และระหว่างใบหน้ากับส่วนอื่นของร่างกาย (การใช้เข็ม ความเย็น และ
การสัมผัสเบา ๆ เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการตรวจสอบการรับความรู้สึกบริเวณใบหน้า เนื่องจากสามารถบอกขอบเขตของการสูญเสียว่าเกิดขึ้น
กับใบหน้าข้างใด แขนงใดของเส้นประสาท หรือเส้นประสาททั้งเส้น) การสูญเสียการรับความรู้สึกของใบหน้าทั้งสองข้างเป็นอาการที่พบ
ไม่บ่อย การสูญเสียการรับความรู้สึกทั้งหมดของใบหน้าหนึ่งข้างจะมีค่าการสูญเสียฯ มากที่สุดไม่เกินร้อยละ 3 ของทั้งร่างกาย ให้นำ
ค่าการสูญเสียฯ ที่ประเมินได้ไปรวมกับค่าการสูญเสียฯเนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคี้ยวอาหารอ่อนแรง และอาการ Trigeminal Neuralgia
เป็นการสูญเสียสมรรถภาพทั้งหมดของเส้นประสาท